การเขียน Resume หรือ CV ให้ดีงาม

หลายคนกำลังมองหา หลักการเขียนประวัติส่วนตัว หรือ Resume หรือ CV อย่างไรให้ตรงใจกับบริษัทที่เราสมัครงาน บทความนี้จะกล่าวถึงหลักการนั้น และรายละเอียดปลีกย่อย ที่ควรจะมีใน Resume หรือ CV รับรองว่าถ้าได้ลองทำตามแล้ว จะเห็นผลดีขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งที่จำเป็นใน Resume หรือ CV เราต้องพึงระลึกเสมอว่า ต้องเขียนประวัติ หรือ Resume หรือ CV ให้เป็นไปตามนี้ 1) ต้องมีความดึงดูด โดดเด่นกว่า Resume หรือ CV อื่นๆ: การสมัครงานแต่ละครั้งนั้น ไม่ใช่มีเพียงเราคนเดียวที่สมัคร แต่ยังมีคนอีก นับสิบ นับร้อย นับพัน ที่ต้องการที่จะได้งานนั้นๆทำเหมือนๆกับเรา

/ No comments

การเขียน Resume หรือ CV ให้ดีงาม

หลายคนกำลังมองหา หลักการเขียนประวัติส่วนตัว หรือ Resume หรือ CV อย่างไรให้ตรงใจกับบริษัทที่เราสมัครงาน บทความนี้จะกล่าวถึงหลักการนั้น และรายละเอียดปลีกย่อย ที่ควรจะมีใน Resume หรือ CV รับรองว่าถ้าได้ลองทำตามแล้ว จะเห็นผลดีขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งที่จำเป็นใน Resume หรือ CV เราต้องพึงระลึกเสมอว่า ต้องเขียนประวัติ หรือ Resume หรือ CV ให้เป็นไปตามนี้ 1) ต้องมีความดึงดูด โดดเด่นกว่า Resume หรือ CV อื่นๆ: การสมัครงานแต่ละครั้งนั้น ไม่ใช่มีเพียงเราคนเดียวที่สมัคร แต่ยังมีคนอีก นับสิบ นับร้อย นับพัน ที่ต้องการที่จะได้งานนั้นๆทำเหมือนๆกับเรา

/ No comments

ถ้าอยากมีความสุขกับงาน ก็ต้องหยุดเอางานไปปนกับการใช้ชีวิตส่วนตัวได้แล้ว

เราใช้เวลาทุกนาทีที่ตื่นนอนไปกับการทำงาน ครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันเลือกที่จะทำงานต่อแม้ว่าจะถึงวัย60 ปีแล้วก็ตาม และจากผลสำรวจในปี2015 ของ Gallup พบว่า พนักงานเต็มเวลาชาวอเมริกันใช้เวลาทำงานถึง 47 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และถ้าคุณยังเอางานกลับมาคิดต่อที่บ้านอีก นั่นหมายความว่าคุณใช้เวลาทำงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น6วันซึ่งมันมากกว่าเวลาทำงานปกติที่ควรจะเป็น ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราหลายคนในทุกวันนี้ยังเพิ่มภาระการทำงานให้มากขึ้นไปอีกไม่ใชแค่การหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพ แต่ยังคาดหวังว่าอาชีพของเรานั้นจะปูทางให้เราได้มีโอกาสเติบโตต่อไปอีก ยังมีคนแบบเราอีกหลายคนที่มีความต้องการและคาดหวังให้งานของเราเป็นมากกว่าแค่รายได้เพื่อเลี้ยงชีพ พวกเรายังคาดหวังให้งานมาเติมเต็มความต้องการต่างๆของมนุษย์อีกด้วย เช่น ได้รับการเรียนรู้ การมีสังคม การฝึกทำตัวให้มีเป้าหมาย และจากการทำงานนั้นพวกเราอยากรู้ว่าอะไรกันที่จะทำให้เรามีความสุขกับมัน มีความคิดผุดมาว่า มันยุติธรรมและได้ประโยชน์จากการทุ่มเททำงานไหม? เราได้เจ้านายดีๆหรือเปล่า? เรามีหนทางที่สดใสในตำแหน่งหน้าที่นี้ไหม? เรามีโอการในการเรียนรู้ไหม? เราได้ทำงานในองค์กที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนหรือเปล่า? สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เหล่า HR และ นักพัฒนาต่างๆถุกครอบงำให้เอาไว้เป็นเกณฑ์การเลือกงานต่างๆ และยังมีคำถามจำพวกที่ผู้คนต่างถามตัวเองเวลาตัดสินใจเลือกงานว่า ‘นี่ฉันควรทำงานกับ บริษัทA ที่มีข้อเสนอดีๆแต่สภาพสังคมไม่โอเคเท่าไหร่ หรือ จะทำงานกับบริษัท B ที่มีลักษณะงานที่ดีแต่ค่าตอบแทนต่ำไปหน่อยดีนะ?’  

/ No comments

ถ้าอยากมีความสุขกับงาน ก็ต้องหยุดเอางานไปปนกับการใช้ชีวิตส่วนตัวได้แล้ว

เราใช้เวลาทุกนาทีที่ตื่นนอนไปกับการทำงาน ครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันเลือกที่จะทำงานต่อแม้ว่าจะถึงวัย60 ปีแล้วก็ตาม และจากผลสำรวจในปี2015 ของ Gallup พบว่า พนักงานเต็มเวลาชาวอเมริกันใช้เวลาทำงานถึง 47 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และถ้าคุณยังเอางานกลับมาคิดต่อที่บ้านอีก นั่นหมายความว่าคุณใช้เวลาทำงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น6วันซึ่งมันมากกว่าเวลาทำงานปกติที่ควรจะเป็น ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราหลายคนในทุกวันนี้ยังเพิ่มภาระการทำงานให้มากขึ้นไปอีกไม่ใชแค่การหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพ แต่ยังคาดหวังว่าอาชีพของเรานั้นจะปูทางให้เราได้มีโอกาสเติบโตต่อไปอีก ยังมีคนแบบเราอีกหลายคนที่มีความต้องการและคาดหวังให้งานของเราเป็นมากกว่าแค่รายได้เพื่อเลี้ยงชีพ พวกเรายังคาดหวังให้งานมาเติมเต็มความต้องการต่างๆของมนุษย์อีกด้วย เช่น ได้รับการเรียนรู้ การมีสังคม การฝึกทำตัวให้มีเป้าหมาย และจากการทำงานนั้นพวกเราอยากรู้ว่าอะไรกันที่จะทำให้เรามีความสุขกับมัน มีความคิดผุดมาว่า มันยุติธรรมและได้ประโยชน์จากการทุ่มเททำงานไหม? เราได้เจ้านายดีๆหรือเปล่า? เรามีหนทางที่สดใสในตำแหน่งหน้าที่นี้ไหม? เรามีโอการในการเรียนรู้ไหม? เราได้ทำงานในองค์กที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนหรือเปล่า? สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เหล่า HR และ นักพัฒนาต่างๆถุกครอบงำให้เอาไว้เป็นเกณฑ์การเลือกงานต่างๆ และยังมีคำถามจำพวกที่ผู้คนต่างถามตัวเองเวลาตัดสินใจเลือกงานว่า ‘นี่ฉันควรทำงานกับ บริษัทA ที่มีข้อเสนอดีๆแต่สภาพสังคมไม่โอเคเท่าไหร่ หรือ จะทำงานกับบริษัท B ที่มีลักษณะงานที่ดีแต่ค่าตอบแทนต่ำไปหน่อยดีนะ?’  

/ No comments

การที่ชาวเดนมาร์กมีความสมดุลระหว่างชีวิตกับงานที่ดีที่สุดในโลกนั้น มาจาก 3 ความเชื่อสำคัญๆนี้

ในปลายสัปดาห์แรกของการใช้ชีวิตที่เดนมาร์กของ Helen Russell นั้น เธอมีความกังวลเป็นอย่างมากกับการทำงานใหม่ของสามี เธออธิบายในบทความ she wrote for Stylist ว่า บริษัท Lego ต้องไล่เขาออกแล้วแน่ๆเพราะเขากลับบ้านเร็วตลอด อันที่จริงแล้วในอังกฤษ Russell มักชินกับนิสัยการทำงานในประเทศบ้านเกิดของตนที่ยิ่งทำงานดึกยิ่งใช้เวลานานนั่นถือเป็นการทำงานที่น่ายกย่อง และเธอรู้สึกประหลาดใจและขายหน้าเมื่อสามีของเธอเลิกงานวันแรกก็กลับถึงบ้านตั้งแต่บ่าย ซึ่งเป็นเวลาที่เธอพึ่งจะเริ่มงานนักเขียนฟรีแล๊นของเธอด้วยซ้ำ   และก็เป็นอย่างนี้เป็นประจำ เธอกล่าว และพอถึงวันศุกร์สามีของเธอก็บิดลูกบิดประตูบ้านตั้งแต่บ่ายสองโมงครึ่ง แต่การกระทำของเขานั้นกลับไม่มีผลกระทบอะไรกับงานเลย กลับกลายเป็นว่าในเดนมาร์ก การใช้เวลาน้อยในการทำงานกลับเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเค้าทำกัน   ชีวิตการทำงานที่สมดุลของเขาคือแก่นสำคัญของการทำงานสไตล์วัฒนธรรมของชาวเดนนิส ซึ่งพวกเขาชอบหยิบยกเรื่องนี้มาพูดอวดกันในเว็บไซต์ทางการของประเทศซะด้วยซ้ำ นี่ถือเป็นหัวใจหลักที่ชาวเดนมาร์กต่างภูมิใจ พวกเขามีชื่อเสียงว่าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก รัฐบาลเองก็สนับสนุนให้ทำงานเพียง 37 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ให้มีเวลาพักเที่ยงแบบเฉพาะ มีสวัสดิการลาพักรัอนอย่างน้อย5สัปดาห์ อีกทั้งยืดเวลาและให้สวัสดิการลาพักสำหรับผู้ที่พึ่งมีบุตร มีตารางงานที่ยืดหยุ่นได้และยังมีทางเลือกอย่างให้ทำงานที่บ้านได้ด้วย โดยประมาณแล้วชาวเดนมาร์ก ใช้เวลาน้อยกว่าใช้เวลาเพียงแค่

/ No comments

การที่ชาวเดนมาร์กมีความสมดุลระหว่างชีวิตกับงานที่ดีที่สุดในโลกนั้น มาจาก 3 ความเชื่อสำคัญๆนี้

ในปลายสัปดาห์แรกของการใช้ชีวิตที่เดนมาร์กของ Helen Russell นั้น เธอมีความกังวลเป็นอย่างมากกับการทำงานใหม่ของสามี เธออธิบายในบทความ she wrote for Stylist ว่า บริษัท Lego ต้องไล่เขาออกแล้วแน่ๆเพราะเขากลับบ้านเร็วตลอด อันที่จริงแล้วในอังกฤษ Russell มักชินกับนิสัยการทำงานในประเทศบ้านเกิดของตนที่ยิ่งทำงานดึกยิ่งใช้เวลานานนั่นถือเป็นการทำงานที่น่ายกย่อง และเธอรู้สึกประหลาดใจและขายหน้าเมื่อสามีของเธอเลิกงานวันแรกก็กลับถึงบ้านตั้งแต่บ่าย ซึ่งเป็นเวลาที่เธอพึ่งจะเริ่มงานนักเขียนฟรีแล๊นของเธอด้วยซ้ำ   และก็เป็นอย่างนี้เป็นประจำ เธอกล่าว และพอถึงวันศุกร์สามีของเธอก็บิดลูกบิดประตูบ้านตั้งแต่บ่ายสองโมงครึ่ง แต่การกระทำของเขานั้นกลับไม่มีผลกระทบอะไรกับงานเลย กลับกลายเป็นว่าในเดนมาร์ก การใช้เวลาน้อยในการทำงานกลับเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเค้าทำกัน   ชีวิตการทำงานที่สมดุลของเขาคือแก่นสำคัญของการทำงานสไตล์วัฒนธรรมของชาวเดนนิส ซึ่งพวกเขาชอบหยิบยกเรื่องนี้มาพูดอวดกันในเว็บไซต์ทางการของประเทศซะด้วยซ้ำ นี่ถือเป็นหัวใจหลักที่ชาวเดนมาร์กต่างภูมิใจ พวกเขามีชื่อเสียงว่าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก รัฐบาลเองก็สนับสนุนให้ทำงานเพียง 37 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ให้มีเวลาพักเที่ยงแบบเฉพาะ มีสวัสดิการลาพักรัอนอย่างน้อย5สัปดาห์ อีกทั้งยืดเวลาและให้สวัสดิการลาพักสำหรับผู้ที่พึ่งมีบุตร มีตารางงานที่ยืดหยุ่นได้และยังมีทางเลือกอย่างให้ทำงานที่บ้านได้ด้วย โดยประมาณแล้วชาวเดนมาร์ก ใช้เวลาน้อยกว่าใช้เวลาเพียงแค่

/ No comments

แปลกใจมั้ยทำไมเรายังไม่มีความสุขทั้งๆที่งานก็ดีแถมยังเป็นคนมีสังคม

เราอยู่ในโลกที่เพียบพร้อมสุดๆ แค่สั่งพิซซ่าก็มาส่งถึงประตูบ้าน เราถูกเอาใจจากการซื้อของออนไลน์ สามารถซื้อได้ทุกอย่างตั้งแต่ร้องเท้าผ้าใบยันชุดชั้นในเพียงปลายนิ้วคลิก ขนาดคู่เดทซักคนเรายังปัดซ้ายขวาที่หน้าจอเพื่อเลือกได้เลย เราทำงานได้รายได้มากกว่าที่พ่อแม่เคยทำได้ พวกเรายังหนุ่มสาว มีอิสระ กำลังสนุกกับชีวิต แต่อย่างนั้นก็เหอะลึกๆพวกเรากลับทุกข์ใจ เครียดกับงานที่ออกมาไม่เพอเฟค ไม่มีความสุขเพราะเพื่อนร่วมงานไม่ดีอย่างที่คิด หวาดระแวงเพราะร่างกายของเราไม่ดีพร้อม เรากลับมีความเครียดมากกว่าที่พ่อแม่เราเคยเป็น พวกเรากระฉับกระเฉงไม่เท่าตอนที่พวกเขาอายุเท่าเรา ก่อนนอนพวกเราร้องไห้กับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง เราดื่มเพื่อลืมความเศร้า และหลายๆความสัมพันธ์ของเรามักเป็นเพียงแค่สัมพันธ์สั้นๆ พวกเราอยู่ในโลกที่คอยบอกเราเสมอว่าทำอย่างไรถึงจะสมบูรณ์แบบ ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ มีเรือนร่างและผิวพรรณที่น่าอิจฉา มีเพื่อนดีๆ ความกดดันที่ทำให้เราอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุดนั้นมันเกิดขึ้นแล้วกับหลายๆคน คุณได้ทำลงไปแล้วเมื่อคุณหาเงินได้มากพอจะซื้อรถหรูๆมาอวด เช่าบ้านหรูๆมาซักหลัง สามารถไปงานปาร์ตี้แบบสุดเหวี่ยงได้ทุกๆสองอาทิตย์ หรือ เป็นหนุ่มฮอตที่มีแต่สาวรายล้อม สิ่งเหล่านี้นี่แหละที่เป็นจุดหมายทำให้คุณดิ้นรนให้ได้มา อย่างพวกผู้ชายที่เล่นกล้ามในยิม พวกแหกปากเรื่องตัวเลขในห้องประชุม พวกเขาเหล่านี้กำลังตบเท้าเดินหน้าเข้าไปหาชีวิตที่เพอเฟคอย่างไม่ย่อท้อ พวกเราเลิกสนใจปริญญาต่างๆ และแทนทีต้นแบบอย่างนาย Sharmaji ka beta ด้วย ลูกชายของ Mr

/ No comments

แปลกใจมั้ยทำไมเรายังไม่มีความสุขทั้งๆที่งานก็ดีแถมยังเป็นคนมีสังคม

เราอยู่ในโลกที่เพียบพร้อมสุดๆ แค่สั่งพิซซ่าก็มาส่งถึงประตูบ้าน เราถูกเอาใจจากการซื้อของออนไลน์ สามารถซื้อได้ทุกอย่างตั้งแต่ร้องเท้าผ้าใบยันชุดชั้นในเพียงปลายนิ้วคลิก ขนาดคู่เดทซักคนเรายังปัดซ้ายขวาที่หน้าจอเพื่อเลือกได้เลย เราทำงานได้รายได้มากกว่าที่พ่อแม่เคยทำได้ พวกเรายังหนุ่มสาว มีอิสระ กำลังสนุกกับชีวิต แต่อย่างนั้นก็เหอะลึกๆพวกเรากลับทุกข์ใจ เครียดกับงานที่ออกมาไม่เพอเฟค ไม่มีความสุขเพราะเพื่อนร่วมงานไม่ดีอย่างที่คิด หวาดระแวงเพราะร่างกายของเราไม่ดีพร้อม เรากลับมีความเครียดมากกว่าที่พ่อแม่เราเคยเป็น พวกเรากระฉับกระเฉงไม่เท่าตอนที่พวกเขาอายุเท่าเรา ก่อนนอนพวกเราร้องไห้กับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง เราดื่มเพื่อลืมความเศร้า และหลายๆความสัมพันธ์ของเรามักเป็นเพียงแค่สัมพันธ์สั้นๆ พวกเราอยู่ในโลกที่คอยบอกเราเสมอว่าทำอย่างไรถึงจะสมบูรณ์แบบ ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ มีเรือนร่างและผิวพรรณที่น่าอิจฉา มีเพื่อนดีๆ ความกดดันที่ทำให้เราอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุดนั้นมันเกิดขึ้นแล้วกับหลายๆคน คุณได้ทำลงไปแล้วเมื่อคุณหาเงินได้มากพอจะซื้อรถหรูๆมาอวด เช่าบ้านหรูๆมาซักหลัง สามารถไปงานปาร์ตี้แบบสุดเหวี่ยงได้ทุกๆสองอาทิตย์ หรือ เป็นหนุ่มฮอตที่มีแต่สาวรายล้อม สิ่งเหล่านี้นี่แหละที่เป็นจุดหมายทำให้คุณดิ้นรนให้ได้มา อย่างพวกผู้ชายที่เล่นกล้ามในยิม พวกแหกปากเรื่องตัวเลขในห้องประชุม พวกเขาเหล่านี้กำลังตบเท้าเดินหน้าเข้าไปหาชีวิตที่เพอเฟคอย่างไม่ย่อท้อ พวกเราเลิกสนใจปริญญาต่างๆ และแทนทีต้นแบบอย่างนาย Sharmaji ka beta ด้วย ลูกชายของ Mr

/ No comments

เปลี่ยนงานใหม่อย่างไรไม่ให้พลาด

ประเมินองค์กรที่ตนอยู่ในปัจจุบันต่ำไป ว่าไม่สามารถดูแลความก้าวหน้าในอาชีพได้ เท่ากับการก้าวกระโดดในอาชีพ จากองค์กรภายนอก ใช่ ว่ามีแต่วงการลูกหนังเท่านั้น ที่มีการซื้อตัวนักเตะเก่งๆ ไปเข้าสังกัดในทีมฟุตบอลที่มีชื่อเสียง ในวงการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง ศิลปิน ดาราก็เปลี่ยนค่ายกันไปมา ในวงการธุรกิจคนทำงานก็เช่นกัน ยังคงมีสงครามแย่งชิงคนเก่งไปทำงานกับองค์กรต่างๆ เมื่อมีความต้องการคนเก่งในตลาดแรงงานสูง แน่นอนคนเก่งจึงสามารถตั้งราคาค่าตอบแทนของตนได้สูง และสามารถเปลี่ยนงานใหม่กันเป็นว่าเล่น มี บริษัทที่ปรึกษาหลายแห่งได้ทำการสำรวจวิจัย เพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับปัจจัยที่คนเก่งใช้ในการพิจารณาเปลี่ยนงานใหม่ และอัตราความสำเร็จในการเปลี่ยนองค์กร ซึ่งพบว่าคนเก่ง ตัดสินใจผิดพลาดเป็นส่วนใหญ่ และอัตราความสำเร็จในการทำงานกับที่ใหม่นั้น อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ ความผิดพลาดใหญ่ ๆ ในการเปลี่ยนย้ายงาน มีอยู่ 5 ประการ ดังนี้ 1. ไม่ทำการวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ในปัจจัยที่ใช้พิจารณาเปลี่ยนงาน เช่น ไม่ศึกษาสภาพการจ้างงานในตำแหน่งสำคัญๆ ในตลาดแรงงานของมืออาชีพ ไม่ทำการบ้านให้มากพอในการรู้จักองค์กรที่จะไปทำงานด้วย ไม่ค่อยใส่ใจจะลงลึกเรื่องความมั่นคงทางด้านการเงินของนายจ้าง มองข้ามหรืออาจให้ความสำคัญน้อยเรื่องวัฒนธรรมองค์กรขององค์กรใหม่

/ No comments

เปลี่ยนงานใหม่อย่างไรไม่ให้พลาด

ประเมินองค์กรที่ตนอยู่ในปัจจุบันต่ำไป ว่าไม่สามารถดูแลความก้าวหน้าในอาชีพได้ เท่ากับการก้าวกระโดดในอาชีพ จากองค์กรภายนอก ใช่ ว่ามีแต่วงการลูกหนังเท่านั้น ที่มีการซื้อตัวนักเตะเก่งๆ ไปเข้าสังกัดในทีมฟุตบอลที่มีชื่อเสียง ในวงการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง ศิลปิน ดาราก็เปลี่ยนค่ายกันไปมา ในวงการธุรกิจคนทำงานก็เช่นกัน ยังคงมีสงครามแย่งชิงคนเก่งไปทำงานกับองค์กรต่างๆ เมื่อมีความต้องการคนเก่งในตลาดแรงงานสูง แน่นอนคนเก่งจึงสามารถตั้งราคาค่าตอบแทนของตนได้สูง และสามารถเปลี่ยนงานใหม่กันเป็นว่าเล่น มี บริษัทที่ปรึกษาหลายแห่งได้ทำการสำรวจวิจัย เพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับปัจจัยที่คนเก่งใช้ในการพิจารณาเปลี่ยนงานใหม่ และอัตราความสำเร็จในการเปลี่ยนองค์กร ซึ่งพบว่าคนเก่ง ตัดสินใจผิดพลาดเป็นส่วนใหญ่ และอัตราความสำเร็จในการทำงานกับที่ใหม่นั้น อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ ความผิดพลาดใหญ่ ๆ ในการเปลี่ยนย้ายงาน มีอยู่ 5 ประการ ดังนี้ 1. ไม่ทำการวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ในปัจจัยที่ใช้พิจารณาเปลี่ยนงาน เช่น ไม่ศึกษาสภาพการจ้างงานในตำแหน่งสำคัญๆ ในตลาดแรงงานของมืออาชีพ ไม่ทำการบ้านให้มากพอในการรู้จักองค์กรที่จะไปทำงานด้วย ไม่ค่อยใส่ใจจะลงลึกเรื่องความมั่นคงทางด้านการเงินของนายจ้าง มองข้ามหรืออาจให้ความสำคัญน้อยเรื่องวัฒนธรรมองค์กรขององค์กรใหม่

/ No comments

ผู้สัมภาษณ์มีกี่แบบ แต่ละแบบต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไรถึงจะได้งาน

การสัมภาษณ์งานปัจจุบันมีหลายรูปแบบเนื่องจากมีการพัฒนาเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ได้คนที่เหมาะกับงานมากที่สุด แต่โดยรวมก็ยังแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ สัมภาษณ์เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ หากผู้สมัครต้องเจอการสัมภาษณ์แต่ละแบบนี้ ต้องเตรียมตัวอย่างไรให้ได้งาน สิ่งสำคัญผู้สมัครจำเป็นต้องทราบก่อนเข้าสัมภาษณ์ว่าเป็นการสัมภาษณ์ชนิดไหน เพื่อว่าจะได้เตรียมตัวล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องในทางปฏิบัติ ผู้สัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ    1. การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ (Phone Interview)  อาจจะมีนัดล่วงหน้าหรืออาจไม่นัด เพื่อต้องการดูปฏิภาณไหวพริบ ส่วนใหญ่จะเป็นการสอบถามธรรมดา บางครั้งก็เรียก “Screening Interview” เพื่อกลั่นกรองเอาผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ วิธีการรับมือ สิ่งที่ผู้สมัครต้องเตรียมตัวสำคัญที่สุด คือมีสติและพยายามอยู่ในที่ที่มีสัญญาณที่ชัดเจน มีเสียงรบกวนจากภายนอกน้อยที่สุด พูดจาให้ชัดถ้อยชัดคำ เพราะเป็นการสื่อสารทางเดียว และมีความกระตือรือร้น ที่จะตอบทุกคำถาม เคล็ดลับคือการยิ้มด้วย แม้อีกทางหนึ่งจะไม่เห็น แต่เป็นการสร้างอารมณ์และสติที่ดีในการควบคุมสถานการณ์      2. การสัมภาษณ์งานใน งาน

/ No comments

ผู้สัมภาษณ์มีกี่แบบ แต่ละแบบต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไรถึงจะได้งาน

การสัมภาษณ์งานปัจจุบันมีหลายรูปแบบเนื่องจากมีการพัฒนาเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ได้คนที่เหมาะกับงานมากที่สุด แต่โดยรวมก็ยังแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ สัมภาษณ์เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ หากผู้สมัครต้องเจอการสัมภาษณ์แต่ละแบบนี้ ต้องเตรียมตัวอย่างไรให้ได้งาน สิ่งสำคัญผู้สมัครจำเป็นต้องทราบก่อนเข้าสัมภาษณ์ว่าเป็นการสัมภาษณ์ชนิดไหน เพื่อว่าจะได้เตรียมตัวล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องในทางปฏิบัติ ผู้สัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ    1. การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ (Phone Interview)  อาจจะมีนัดล่วงหน้าหรืออาจไม่นัด เพื่อต้องการดูปฏิภาณไหวพริบ ส่วนใหญ่จะเป็นการสอบถามธรรมดา บางครั้งก็เรียก “Screening Interview” เพื่อกลั่นกรองเอาผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ วิธีการรับมือ สิ่งที่ผู้สมัครต้องเตรียมตัวสำคัญที่สุด คือมีสติและพยายามอยู่ในที่ที่มีสัญญาณที่ชัดเจน มีเสียงรบกวนจากภายนอกน้อยที่สุด พูดจาให้ชัดถ้อยชัดคำ เพราะเป็นการสื่อสารทางเดียว และมีความกระตือรือร้น ที่จะตอบทุกคำถาม เคล็ดลับคือการยิ้มด้วย แม้อีกทางหนึ่งจะไม่เห็น แต่เป็นการสร้างอารมณ์และสติที่ดีในการควบคุมสถานการณ์      2. การสัมภาษณ์งานใน งาน

/ No comments

เตรียมพร้อมก่อนสัมภาษณ์งาน

เมื่อรู้ว่าต้องไปสัมภาษณ์งาน สิ่งที่จำเป็นต้องรู้อันดับแรกคือ ข้อมูลเกี่ยวกับการนัดสัมภาษณ์ เช่น ตำแหน่งงาน วัน เวลา สถานที่ ชื่อของผู้ที่คุณต้องไปติดต่อ นอกจากนั้นแล้วควรถามเจ้าหน้าที่ว่าต้องเตรียมหลักฐานเพิ่มเติมอะไรไปอีกบ้าง สำหรับคนที่สมัครผ่านอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ต้องเตรียมหลักฐานไปครบชุด เพราะบริษัทอาจได้รับแค่จดหมายนำ และ Resume ของคุณเท่านั้น สำหรับคนที่ส่งไปเป็นจดหมายอาจไม่ต้องเตรียมเอกสารเพิ่ม เว้นเสียแต่เจ้าหน้าที่จะขอเอกสารบางอย่างเป็นพิเศษ เช่น Transcript ล่าสุด ใบผ่านงาน (กรณีเคยทำงานมาก่อน) หรือรูปถ่ายเพิ่มเติมและเพื่อจะได้เตรียมตัวไปก่อนล่วงหน้า ควรถามเจ้าหน้าที่ด้วยว่ามีการทดสอบอะไรก่อนการสัมภาษณ์หรือไม่ โดยส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทราบ แต่ถ้าไม่แจ้ง เพื่อความมั่นใจ คุณไม่ต้องกลัวที่จะถาม เช่น คุณสมัครงานในตำแหน่งวิศวกรโยธา มักต้องมีการทดสอบการคำนวณเกี่ยวกับการก่อสร้าง ซึ่งมีทั้งแบบคำนวณมือ และใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์  ควรถามให้ชัดเจน เพื่อได้เตรียมตัวก่อนล่วงหน้า หรือถ้าคุณสมัครตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม รู้ว่าต้องทดสอบการใช้คอมพิวเตอร์ คุณควรถามให้ละเอียดว่าต้องทดสอบโปรแกรมอะไรบ้าง ถ้ามีโปรแกรมที่ไม่ถนัดรวมอยู่ด้วย คุณจะได้มีโอกาสไปฝึกเพิ่มเติม

/ No comments

เตรียมพร้อมก่อนสัมภาษณ์งาน

เมื่อรู้ว่าต้องไปสัมภาษณ์งาน สิ่งที่จำเป็นต้องรู้อันดับแรกคือ ข้อมูลเกี่ยวกับการนัดสัมภาษณ์ เช่น ตำแหน่งงาน วัน เวลา สถานที่ ชื่อของผู้ที่คุณต้องไปติดต่อ นอกจากนั้นแล้วควรถามเจ้าหน้าที่ว่าต้องเตรียมหลักฐานเพิ่มเติมอะไรไปอีกบ้าง สำหรับคนที่สมัครผ่านอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ต้องเตรียมหลักฐานไปครบชุด เพราะบริษัทอาจได้รับแค่จดหมายนำ และ Resume ของคุณเท่านั้น สำหรับคนที่ส่งไปเป็นจดหมายอาจไม่ต้องเตรียมเอกสารเพิ่ม เว้นเสียแต่เจ้าหน้าที่จะขอเอกสารบางอย่างเป็นพิเศษ เช่น Transcript ล่าสุด ใบผ่านงาน (กรณีเคยทำงานมาก่อน) หรือรูปถ่ายเพิ่มเติมและเพื่อจะได้เตรียมตัวไปก่อนล่วงหน้า ควรถามเจ้าหน้าที่ด้วยว่ามีการทดสอบอะไรก่อนการสัมภาษณ์หรือไม่ โดยส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทราบ แต่ถ้าไม่แจ้ง เพื่อความมั่นใจ คุณไม่ต้องกลัวที่จะถาม เช่น คุณสมัครงานในตำแหน่งวิศวกรโยธา มักต้องมีการทดสอบการคำนวณเกี่ยวกับการก่อสร้าง ซึ่งมีทั้งแบบคำนวณมือ และใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์  ควรถามให้ชัดเจน เพื่อได้เตรียมตัวก่อนล่วงหน้า หรือถ้าคุณสมัครตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม รู้ว่าต้องทดสอบการใช้คอมพิวเตอร์ คุณควรถามให้ละเอียดว่าต้องทดสอบโปรแกรมอะไรบ้าง ถ้ามีโปรแกรมที่ไม่ถนัดรวมอยู่ด้วย คุณจะได้มีโอกาสไปฝึกเพิ่มเติม

/ No comments

ผู้คนที่เห็นว่างานของตนนั้น‘ไร้ค่า‘มีมากขึ้นทุกวัน

“ถึงเวลาทบทวนกันใหม่ว่าความหมายที่แท้จริงของงานคืออะไร?   ไม่กี่ปีมานี้มีประเด็นที่น่าสนใจถูกยิบยกขึ้นมาเกี่ยวกับความน่ากลัวของการนำเครื่องจักรมาใช้งานแทนคน สิ่งนี้คาดการณ์ได้ถึงจำนวนคนตกงานที่เพิ่มมากขึ้น รายได้ที่จะลดลง และยังเกิดความไม่สมดุลระหว่างทรัพยากรมนุษย์ต่อการทำงานด้วย ผู้คนต่างวิตกกับสิ่งเหล่านี้อย่างเห็นได้ชัด   และตอนนี้นั้นไม่เพียงแต่บริษัทผู้นำเทรนไอทีระดับโลกอย่าง ซิลิคอนวัลเล่ย์ที่เริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ ยังมีรายงานที่พิสูจน์แล้วจากข้อมูลอ้างอิงหลายร้อยแห่ง เช่นข้อมูลจากมหาวิทยาลัย Oxfordได้ประมาณว่ามีไม่น้อยกว่า 47% จากคนทำงานชาวอเมริกันและ 54% ของชาวยุโรป ที่มีความเสี่ยงสูงที่ลูกจ้างจะถูกแทนที่โดยเครื่องจักร และไม่ใช่ภายในร้อยปีจากนี้แต่เป็นเพียงในอีก 20 ปีต่อจากนี้ ‘สิ่งเดียวที่เป็นความแตกต่างระหว่างความสนใจและความสงสัยคือช่วงเวลาที่ปรากฎการณ์นี้จะเกิดขึ้น’ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กกล่าวว่า ‘·และตั้งแต่ศตวรรษนี้ไป ไม่มีใครสนหรอกว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะเกิดขึ้น เราสนใจเพียงแค่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้’ ผมยอมรับว่าพวกเราได้ยินปัญหาเหล่านี้กันมาก่อนแล้ว พนักงานต่างวิตกกับการเพิ่มขึ้นของเครื่องจักรมาเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว และใน200ปีนี้เป็นข้อยืนยันให้พนักงานต่างเชื่อว่าพวกเขาจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณมองกลับไปในปี 1800 74%ของชาวอเมริกันนั้นยังเป็นเกษตรกรซะส่วนใหญ่ ในขณะที่ปี 1900 จำนวนเกษตรกรลดลงถึง 31% และต่อมาในปี

/ No comments

ผู้คนที่เห็นว่างานของตนนั้น‘ไร้ค่า‘มีมากขึ้นทุกวัน

“ถึงเวลาทบทวนกันใหม่ว่าความหมายที่แท้จริงของงานคืออะไร?   ไม่กี่ปีมานี้มีประเด็นที่น่าสนใจถูกยิบยกขึ้นมาเกี่ยวกับความน่ากลัวของการนำเครื่องจักรมาใช้งานแทนคน สิ่งนี้คาดการณ์ได้ถึงจำนวนคนตกงานที่เพิ่มมากขึ้น รายได้ที่จะลดลง และยังเกิดความไม่สมดุลระหว่างทรัพยากรมนุษย์ต่อการทำงานด้วย ผู้คนต่างวิตกกับสิ่งเหล่านี้อย่างเห็นได้ชัด   และตอนนี้นั้นไม่เพียงแต่บริษัทผู้นำเทรนไอทีระดับโลกอย่าง ซิลิคอนวัลเล่ย์ที่เริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ ยังมีรายงานที่พิสูจน์แล้วจากข้อมูลอ้างอิงหลายร้อยแห่ง เช่นข้อมูลจากมหาวิทยาลัย Oxfordได้ประมาณว่ามีไม่น้อยกว่า 47% จากคนทำงานชาวอเมริกันและ 54% ของชาวยุโรป ที่มีความเสี่ยงสูงที่ลูกจ้างจะถูกแทนที่โดยเครื่องจักร และไม่ใช่ภายในร้อยปีจากนี้แต่เป็นเพียงในอีก 20 ปีต่อจากนี้ ‘สิ่งเดียวที่เป็นความแตกต่างระหว่างความสนใจและความสงสัยคือช่วงเวลาที่ปรากฎการณ์นี้จะเกิดขึ้น’ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กกล่าวว่า ‘·และตั้งแต่ศตวรรษนี้ไป ไม่มีใครสนหรอกว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะเกิดขึ้น เราสนใจเพียงแค่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้’ ผมยอมรับว่าพวกเราได้ยินปัญหาเหล่านี้กันมาก่อนแล้ว พนักงานต่างวิตกกับการเพิ่มขึ้นของเครื่องจักรมาเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว และใน200ปีนี้เป็นข้อยืนยันให้พนักงานต่างเชื่อว่าพวกเขาจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณมองกลับไปในปี 1800 74%ของชาวอเมริกันนั้นยังเป็นเกษตรกรซะส่วนใหญ่ ในขณะที่ปี 1900 จำนวนเกษตรกรลดลงถึง 31% และต่อมาในปี

/ No comments

เขียนอะไร..ในเรซูเม่?

เรซูเม่ (Resume) ควรแสดงคุณสมบัติที่พิเศษของเราที่เหมาะสมกับจุดประสงค์ของการส่งเรซูเม่นี้อย่างกระชับ เช่นว่าเป็นการสมัครเรียน สมัครงาน หรือสมัครทุน บทความนี้จะแสดงประเด็นที่ใช้ในการเขียนเรซูเม่ ซึ่งสามารถมองโครงสร้างข้อมูลได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เป็นใจความสำคัญอย่างขาดไม่ได้ และ ส่วนสนับสนุน (ตัวอย่างการเขียนจะมาในบทความต่อไปค่ะ) 1. ส่วนใจความสำคัญที่เรซูเม่ ควรแสดง และขาดไม่ได้ | Essential / Core of Resume การศึกษา (Education) ความถนัด (Expertise / Core Competencies) ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง (Relevant Experiences) เรซูเม่เราต้องครอบคลุมแก่นของสามประเด็นนี้ได้ แต่ละคนไม่จำเป็นต้องจัดเหมือนกัน หรือใช้คำศัพท์เดียวเสมอไป แต่แค่ต้องให้คนเข้าใจง่าย เช่น

/ No comments

เขียนอะไร..ในเรซูเม่?

เรซูเม่ (Resume) ควรแสดงคุณสมบัติที่พิเศษของเราที่เหมาะสมกับจุดประสงค์ของการส่งเรซูเม่นี้อย่างกระชับ เช่นว่าเป็นการสมัครเรียน สมัครงาน หรือสมัครทุน บทความนี้จะแสดงประเด็นที่ใช้ในการเขียนเรซูเม่ ซึ่งสามารถมองโครงสร้างข้อมูลได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เป็นใจความสำคัญอย่างขาดไม่ได้ และ ส่วนสนับสนุน (ตัวอย่างการเขียนจะมาในบทความต่อไปค่ะ) 1. ส่วนใจความสำคัญที่เรซูเม่ ควรแสดง และขาดไม่ได้ | Essential / Core of Resume การศึกษา (Education) ความถนัด (Expertise / Core Competencies) ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง (Relevant Experiences) เรซูเม่เราต้องครอบคลุมแก่นของสามประเด็นนี้ได้ แต่ละคนไม่จำเป็นต้องจัดเหมือนกัน หรือใช้คำศัพท์เดียวเสมอไป แต่แค่ต้องให้คนเข้าใจง่าย เช่น

/ No comments

10 คำถามยอดฮิต ในการสัมภาษณ์งาน

1.ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่ การที่จะทำงานทีไหนก็ตาม ผู้สัมภาษณ์จะต้องถามความเป็นมาว่าทำไม คุณต้องการที่จะทำงานในบริษัทของเค้า และคำถามนี้ก็เป็นสิ่งที่คุณควรทราบ และคุณก็ควรจะรู้ถึงเหตุผลของคุณอย่างแท้จริง ไม่ไช่ตอบไปสุ่มสี่สุ่มห้า เช่นคุณอาจจะตอบว่า “ดิฉันมีความสนใจในระบบการทำงานของที่นี่มาก และก็ทราบมาว่า ทางบริษัท ได้เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคน ได้แสดงความสามารถ ได้อย่างเต็มที่ค่ะ และดิฉันยังทราบมาอีกว่า ที่บริษัทรับฟังข้อเสนอของพนักงานทุกคน และ พร้อมจะแก้ไขถ้าข้อเสนอนั้น จะสามารถพัฒนาให้บริษัทมีความมั่นคง และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นค่ะ” 2.ทำไมคุณถึงออกจากงานที่เคยทำอยู่ คำถามนี้จะง่ายมาก สำหรับน้อง ๆ ที่ยังไม่เคยทำงานมาก่อน แต่จะเป็นคำถามที่ยากมาก สำหรับคนที่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้ว และเป็นคำถามที่ตรงประเด็นมากเลยทีเดียว เพราะหากคุณพอใจต่องานที่ทำอยู่ คุณคงไม่ต้องหางานใหม่ทำหรอกจริงไหมล่ะ คำถามนี้จึงเป็นคำถามที่คุณต้องเตรียมตัวอย่างมากเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น “ผมอยากจะเรียนรู้ถึงงานสายใหม่ ที่น่าจะเหมาะสมกับตัวผมมากกว่าที่ผมเคยทำอยู่ครับ และผมคิดว่างานที่นี่เหมาะสมกับผม และผมพร้อมที่จะทำงานตรงนี้มากที่สุด” และที่สำคัญ คุณห้ามนำข้อเสีย ที่คุณได้รู้จากบริษัทเก่า มาพูดเด็ดขาด

/ No comments

10 คำถามยอดฮิต ในการสัมภาษณ์งาน

1.ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่ การที่จะทำงานทีไหนก็ตาม ผู้สัมภาษณ์จะต้องถามความเป็นมาว่าทำไม คุณต้องการที่จะทำงานในบริษัทของเค้า และคำถามนี้ก็เป็นสิ่งที่คุณควรทราบ และคุณก็ควรจะรู้ถึงเหตุผลของคุณอย่างแท้จริง ไม่ไช่ตอบไปสุ่มสี่สุ่มห้า เช่นคุณอาจจะตอบว่า “ดิฉันมีความสนใจในระบบการทำงานของที่นี่มาก และก็ทราบมาว่า ทางบริษัท ได้เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคน ได้แสดงความสามารถ ได้อย่างเต็มที่ค่ะ และดิฉันยังทราบมาอีกว่า ที่บริษัทรับฟังข้อเสนอของพนักงานทุกคน และ พร้อมจะแก้ไขถ้าข้อเสนอนั้น จะสามารถพัฒนาให้บริษัทมีความมั่นคง และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นค่ะ” 2.ทำไมคุณถึงออกจากงานที่เคยทำอยู่ คำถามนี้จะง่ายมาก สำหรับน้อง ๆ ที่ยังไม่เคยทำงานมาก่อน แต่จะเป็นคำถามที่ยากมาก สำหรับคนที่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้ว และเป็นคำถามที่ตรงประเด็นมากเลยทีเดียว เพราะหากคุณพอใจต่องานที่ทำอยู่ คุณคงไม่ต้องหางานใหม่ทำหรอกจริงไหมล่ะ คำถามนี้จึงเป็นคำถามที่คุณต้องเตรียมตัวอย่างมากเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น “ผมอยากจะเรียนรู้ถึงงานสายใหม่ ที่น่าจะเหมาะสมกับตัวผมมากกว่าที่ผมเคยทำอยู่ครับ และผมคิดว่างานที่นี่เหมาะสมกับผม และผมพร้อมที่จะทำงานตรงนี้มากที่สุด” และที่สำคัญ คุณห้ามนำข้อเสีย ที่คุณได้รู้จากบริษัทเก่า มาพูดเด็ดขาด

/ No comments