สมัครงานอย่างไรให้ได้งาน

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยต่างๆ จัดให้มีการรับปริญญาบัตร ต้นปีหน้าพ.ศ.2560นักศึกษารุ่นต่อไปก็จะสำเร็จการศึกษาตามออกมาอีก1รุ่น ท่านทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยกี่แห่ง   แล้วปีๆ  หนึ่งมีนักศึกษาจบใหม่กี่คน

มหาวิทยาลัยของรัฐมี 33 แห่ง

มหาวิทยาลัยสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลอีก 41 แห่ง

มหาวิทยาลัยสถาบันราชภัฏ อีก 41 แห่ง

มหาวิทยาลัยเอกชนอีก 65 แห่ง

เป็นไงบ้างครับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษามากกว่า 180 แห่ง แล้วใน 1 ปี จะมีนักศึกษาจบใหม่กี่คน สังเกตได้จากการรับพระราชทานปริญญาหรือการรับปริญญาบัตรใน 1วัน นักศึกษาเข้ารับปริญญากันรอบละ 2,500ถึง 3,000คน แต่ละสถาบันปัจจุบันรับปริญญากันอย่างน้อย 2 วัน ลองคูณตัวเลขดูครับ นักศึกษาจบใหม่ไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านคน แต่จากข้อมูลสถิติของกระทรวงศึกษาธิการปรากฏว่ามีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี   พ.ศ. 2552 มากถึง 1.8 ล้านคน

ดังนั้น นักศึกษาจบใหม่มีจำนวนมากมาย จึงเป็นงานหนักของฝ่ายทรัพยากรบุคคล (Human Resource Department) ในการสรรหารับสมัคร และคัดเลือก (Recruitment) เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะทำงานกับบริษัท

เมื่อมีตำแหน่งงานว่างจำนวนน้อยอัตรา แต่ผู้สมัครงานมีจำนวนมากกว่าหลักร้อยถึงพันคน การคัดเลือกในเบื้องต้นโดยฝ่าย HR จะคัดเลือกจากใบสมัครที่มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของหน่วยงานก่อน เช่น วุฒิการศึกษาระดับอนุปริญญา หรือ ปริญญาตรี สาขาที่สำเร็จการศึกษา ความสามารถพิเศษ   ด้านการใช้คอมพิวเตอร์   การพูดการใช้ภาษาอังกฤษ หรือ มีประสบการณ์ตรงตามที่ประกาศรับสมัคร เป็นต้น

ลำดับถัดไปเป็นการเปรียบเทียบผลการศึกษา  เมื่อเรียงตามลำดับจากเกรด 4 ถึงเกรด 2 แล้ว     คนที่มีเกรดดีกว่าย่อมมีโอกาสได้เข้าทดสอบการทำงานก่อน โดยบริษัทอาจจะจัดให้มีการสัมภาษณ์หรือทดสอบข้อเขียนอื่นๆ ประกอบการประเมินผลคัดเลือกด้วย

ดังนั้น ขอให้นักศึกษา มีความตั้งใจในการเรียนมากๆ เพื่อโอกาสที่ดีในการได้งานทำ หากผลการเรียนไม่ดีนัก ก็ต้องเสริมความรู้ความสามารถด้านอื่นๆ โดยมีคำแนะนำในการเตรียมตัวสมัครงานให้ได้รับการคัดเลือก  ดังนี้

  1. มีความรู้ความสามารถพิเศษ

นักศึกษาต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษการพูดการสื่อสาร  แม้ว่าบริษัทจะไม่ใช่ของชาวต่างชาติ    แต่บริษัทส่วนใหญ่จะมีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ  การใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่แค่การท่องจำแนะนำตัวเท่านั้น ควรจะสามารถสื่อสารในการทำงาน เล่าเหตุการณ์ต่างๆได้บ้าง    ยกเว้นตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับงานต่างประเทศ เช่น เจ้าหน้าที่การตลาด  เป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว   บางครั้งคนที่จบวิชาเอกภาษาอังกฤษมาโดยตรง  ยังไม่สามารถใช้ภาษาได้อย่างดีเลยก็มี  ดังนั้น  จึงต้องหมั่นฝึกฝนและกล้าที่จะพูดแสดงออก

ภาษาญี่ปุ่นปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดมาก  ระดับเงินเดือนคนที่จบมาใหม่ๆ  บางแห่งเทียบเท่าวิศวกร    น้องที่จบใหม่ควรได้ลองทดสอบวัดผล   ของสมาคมนักศึกษาเก่าประเทศญี่ปุ่น  อย่างน้อยควรจะต้องผ่านระดับ 3 และพัฒนาต่อเนื่องให้ได้ระดับ 2 และ ระดับ 1 ในอนาคต

ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ก็มีความสำคัญไม่น้อย  การใช้โปรแกรมทั่วไป  Microsoft office, โปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง เช่น Auto CAD ต้องสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี

  1. มีประสบการณ์การฝึกงาน หรือโครงงานพัฒนาวิจัย

นักศึกษาที่ได้มีโอกาสฝึกงานตามสถานประกอบการ  แม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ  ควรตอบคำถามให้ได้ว่า กระบวนการขั้นตอนการผลิตเป็นอย่างไร เราได้มีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงอย่างไรบ้าง  หรือถ้าทำโครงงานพัฒนาวิจัยก่อนจบ ก็ต้องสามารถอธิบายหลักการทำงานของเครื่องจักร  และสิ่งที่นักศึกษา คิดพัฒนาขึ้นมานั้นสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงงานจริงได้มากน้อยเพียงใด

กรรมการสัมภาษณ์ต้องการรู้ว่า  เรามีความสามารถในการถ่ายทอดความเข้าใจได้ดีเพียงใด  ลำดับเรื่องราวได้ดีหรือไม่  บางคนที่เตรียมตัวดีอาจมีเอกสารรูปภาพประกอบ  หรือ นำเสนอโดยใช้ Notebook ก็มี   ขอให้ทำแต่พอเหมาะพอควร

  1.   เขียนใบสมัครให้ชัดเจน

          เจ้าหน้าที่บุคคลต้องอ่านใบสมัครงานเป็นร้อยๆ ฉบับ ดังนั้น ในการส่งใบสมัครงานควรเป็นการพิมพ์ เพื่อให้อ่านง่าย สรุปประวัติให้ครบถ้วน เช่น การสำเร็จการศึกษา วุฒิการศึกษา สาขาที่จบ  วิชาเอก ประวัติการฝึกงาน  การทำกิจกรรมต่างๆ  เช่น ได้เข้ารับการอบรม หรือ  เข้าแข่งขันด้านการตลาด เป็นต้น  มีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง  ที่อยู่ในการติดต่อ หมายลขโทรศัพท์   หรือ  E-mail    ความยาวไม่ควรเกิน 2 หน้ากระดาษ A4 และแนบผลการเรียน Transcript

บางครั้งอ่านใบสมัครจบแล้ว  ยังไม่รู้เลยว่าผู้สมัครจบสาขาอะไรมา  ต้องการจะสมัครงานในตำแหน่งอะไร  ต้องไปเปิดดูใน Transcript ดังนั้น อย่าปล่อยให้เสียโอกาสที่เราจะไม่ได้รับการคัดเลือกจากการที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับใบสมัครงาน โดยเฉพาะเมื่อเราไปในงานรับสมัครที่เรียกว่า Job Fair ซึ่งจะมีผู้สมัครงานนับร้อยนับพันคน ประวัติใบสมัครงาน หรือ Resume  ควรทำให้น่าสนใจและติดรูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว  ควรเป็นรูปที่เรียบร้อยใส่สูทผูกไทด์  หรือชุดรับปริญญา  ไม่ใช่ใส่เสื้อยืดถ่ายรูป

เมื่อใบสมัครมีความน่าสนใจและได้รับการนัดหมายให้เข้ารับการสัมภาษณ์ จึงนำเอกสารไปเพิ่มเติมให้ครบถ้วน ในการเขียนใบสมัครงานของบริษัทนั้น   ปัจจุบันนั้นมักเขียนด้วยภาษาอังกฤษ เพราะบริษัทส่วนใหญ่มักจะร่วมทุนกับต่างชาติ   เพื่อความรวดเร็วในการเขียนใบสมัคร จึงต้องเตรียมข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ ปี ค.ศ. การสะกดคำที่ถูกต้อง ควรเขียนด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน อ่านข้อความให้ดีก่อนเขียน  ลบคำผิดให้น้อยที่สุด

  1. ฝึกพูดอธิบายให้ชัดเจน

เมื่อนักศึกษามีโอกาสได้เข้ารับการสัมภาษณ์  ซึ่งปกติใช้เวลาพูดคุยกันประมาณ 30 นาที  ถึง 1 ชั่วโมง ดังนั้น ขอให้เราแต่งกายให้สุภาพ ไม่ใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด ไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่รัดติ้ว ทำให้ผู้สัมภาษณ์ เกิดความประทับใจเมื่อแรกพบ (First Impression)  เมื่อพบกรรมการสัมภาษณ์ให้ยกมือไหว้สวัสดี และแนะนำชื่อ ผม…ครับ / ดิฉัน…ค่ะ   ในการแนะนำตัวเมื่อเริ่มต้นการสัมภาษณ์     ขอให้พูดให้เต็มเสียงชัดเจน  นักศึกษาผู้หญิงต้องระวังเสียงค่อยจนไม่ค่อยได้ยิน  ระวังการพูดเร็วจนรัวฟังไม่รู้เรื่อง    วิธีแก้ไขคือเว้นจังหวะหายใจเข้าลึกๆ แล้วจึงค่อยๆ พูดต่อ ทำใจเย็นๆ  ฟังคำถามให้จบ  ตอบหลักการสั้นๆ ก่อน  แล้วค่อยๆ อธิบายขยายความ  ถ้าไม่รู้ก็ควรตอบตามตรงว่า ไม่ทราบ ไม่ตอบอ้อมค้อม ควรศึกษาข้อมูลบริษัทเบื้องต้นว่า  ผลิตภัณฑ์ของบริษัทคืออะไร  ลูกค้าที่ซื้อสินค้าเป็นกลุ่มไหน  สินค้ามีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจ  ทำไมเราจึงสนใจสมัครงานบริษัทนี้    ถ้าเป็นวิศวกรควรจะต้องรู้หลักการทำงานบ้างเช่นสมัครงานบริษัทผลิตเครื่องปรับอากาศ  ควรจะอธิบายหลักการทำความเย็นได้ถูกต้อง ถ้าสมัครงานบริษัทรถยนต์ ก็ควรรู้ว่าบริษัทมีรถยนต์รุ่นไหนบ้าง เครื่องยนต์เป็นระบบอะไร  มีจุดเด่นอะไรบ้าง เป็นต้น

.

ควรแสดงให้เห็นว่าเรามีความสนใจ บริษัทที่เราสมัครงาน   มีความรู้ในตำแหน่งงานที่เราสมัครบ้าง ขอแนะนำว่า ควรมีหนังสือการเตรียมตัวสมัครงานและการสัมภาษณ์ไว้สักหนึ่งเล่ม เพราะนอกจากเราจะต้องถูกสัมภาษณ์แล้ว อนาคตเมื่อเป็นหัวหน้างานเราก็ต้องพร้อมที่จะเป็นผู้สัมภาษณ์คนอื่นด้วย  ซึ่งก็สามารถใช้หนังสืออ้างอิงเล่มเดียวกันได้

เตรียมคำถาม 1-2 คำถาม   เมื่อได้รับคำเชิญให้ซักถามได้   ควรเป็นคำถามเชิงบวก เช่น บริษัทมีโครงการขยายกิจการอย่างไรบ้าง    แผนการฝึกอบรมสำหรับพนักงานใหม่เป็นอย่างไรบ้าง หรือ โอกาสความก้าวหน้าในการทำงาน   การศึกษาดูงานในต่างประเทศ แต่ไม่ควรถามมากจนดูเป็นวุ่นวายมากเรื่อง

หลังจากที่สัมภาษณ์จบแล้ว  เราควรกลับมานั่งทบทวนว่าอะไรที่เราตอบไม่ได้ต้องค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม  อะไรที่ทำไปแล้วไม่ประทับใจกรรมการสัมภาษณ์  เช่น คิดนาน ตอบคำถามช้า   พูดเร็ว ต้องแก้ไข  บุคลิกภาพที่ดูแล้วไม่สง่าไม่มั่นใจในตัวเองต้องปรับปรุง   ถ้าเป็นการสอบสัมภาษณ์เฉพาะกับ เจ้าหน้าที่บุคคล ก็อาจจะถามว่า  “จุดอ่อนของผมที่ควรต้องแก้ไขมีอะไรบ้างครับ” ถ้านักศึกษา มองเห็นจุดบกพร่องแล้วแก้ไข ผมเชื่อว่านักศึกษา จะได้รับข่าวดีแน่นอน (ถ้าไม่ได้เป็นคนที่เลือกงานมาก)

นักศึกษาที่หางานได้ยาก สมัครแล้วสมัครอีกยังไม่เห็นมีบริษัทไหนเรียกสัมภาษณ์เลย  อาจมีสาเหตุมาจากวุฒิการศึกษาที่จบไม่ตรงกับที่บริษัทต้องการ เช่น จบครุศาสตร์บัณฑิต (คบ.) ซึ่งส่วนใหญ่จะทำหน้าที่เป็นครู  ถ้าหันเห  มาทำงานบริษัทเอกชน  หรือโรงงานก็ต้องเริ่มเรียนรู้งานของพนักงานระดับปฏิบัติการก่อน ถ้ามีโอกาสดี ประกอบกับมีความสามารถก็อาจได้เป็นหัวหน้างานในเวลาไม่นานนัก

บางคนจบ ปวช. ปวส. วิชาชีพพาณิชยการ หรือช่างเทคนิค แต่เกรดต่ำมากหรือมีความรู้ในวิชาชีพน้อยเรียกว่างูๆ ปลาๆ ก็ต้องยอมที่จะทำงานทั่วไปก่อน  เมื่อมีโอกาสใช้ความรู้ในวิชาชีพก็อาจจะเรียนรู้ได้ในเวลาอันรวดเร็วกว่าพนักงานทั่วไป  ทั้งนี้ ตัวเราต้องเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้  ไม่เกี่ยงงาน  ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์พนักงานที่จบมัธยมศึกษา แต่เป็นผู้มีความตั้งใจทำงาน   ใครสอนอะไรก็ทำตาม แม้ว่า จะต้องเรียนรู้กับคนที่มีอายุน้อยกว่า ก็ไม่เคยปฏิเสธ   ปัจจุบันสามารถทำงานดีเหมือนวิศวกรคนหนึ่งของบริษัท สามารถทำโปรแกรม PLC ซึ่งวิศวกรจบใหม่บางคนยังไม่สามารถทำได้

นักศึกษาที่จบการศึกษาจากคณะยอดนิยม คือสาขาการจัดการ ที่หลายคนเห็นว่าเรียนแล้วจบง่ายนั้น เมื่อเข้าสมัครงานมักเจอปัญหา  หางานได้ยากเพราะมีคนจบจำนวนมาก   ซึ่งหลายคนต้องยอมนำวุฒิการศึกษามัธยมศึกษาไปใช้สมัครงานเก็บปริญญาไว้ที่บ้าน ขอให้น้องได้ตั้งใจทำงานไปพลางก่อนเพราะความรู้ที่เรียนมาไม่สูญเปล่า  เมื่อเราทำงานประจำคล่องแล้ว เราอาจได้ใช้ความรู้ ที่เรียนมาเป็นประโยชน์ต่อการทำงานและความก้าวหน้าในอาชีพได้

เตรียมตัวอย่างไรให้ได้งาน ก็เปรียบเสมือนกับการที่เราเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ  ถ้าเราอ่านหนังสือสะสมความรู้ทีละเล็กละน้อย  เราก็ไม่ต้องหักโหมในภายหลัง หากเรามีการฝึกฝนความสามารถพิเศษ  ด้านการอ่าน การเขียน  การพูดการใช้ภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เมื่อจะต้องนำความสามารถออกมาใช้งาน ย่อมสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Cr. OkNation

Leave a Reply