องค์กรขนาดเล็กกับขนาดใหญ่ ทำงานในองค์กรไหนดีกว่ากัน

“ทำบริษัทใหญ่ดีกว่า มั่นคงดี”

“บริษัทเล็ก ๆ ทำงานกับคนน้อย ๆ จะได้ไม่ปวดหัวกับเรื่องเพื่อนร่วมงานนะ”
เสียงถกเถียงที่เกิดขึ้นนี้มีสาเหตุมาจากการที่พิมพาได้รับการติดต่อจากบริษัทสองแห่งให้เธอไปร่วมงานด้วย บริษัทหนึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่พูดชื่อไปใคร ๆ ก็คงจะรู้จัก ส่วนอีกแห่งแม้จะเป็นบริษัทขนาดเล็กแต่จากที่เธอไปหาข้อมูลมา ก็เป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือและน่าร่วมงานด้วย
แต่ด้วยความที่เธอยังไม่เคยทำงานกับที่ไหนมาก่อนเลย เธอก็เลยไม่รู้ว่าเธอควรจะเริ่มต้นชีวิตการทำงานในองค์กรแบบไหนดี เธอจึงเลือกที่จะมาปรึกษาพ่อและแม่ที่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน ซึ่งแต่ละคนก็ให้คำแนะนำและเหตุผลที่แตกต่างกัน
ซึ่งนอกจากความมั่นคงที่ได้จากบริษัทใหญ่ หรือการทำงานในสภาพแวดล้อมที่เพื่อนร่วมงานทุกคนคุยกันได้แบบพี่น้องแล้ว การทำงานในองค์กรสองแบบนี้ก็ยังมีข้อดีข้อเสียอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งมีอะไรบ้าง JobThai.com/REACH ได้รวบรวมไว้ให้แล้ว

 

 

  • คนที่ทำงานองค์กรใหญ่จะมีหน้าที่รับผิดชอบและ Career Path ที่ชัดเจนกว่าองค์กรเล็ก คนทำงานองค์กรเล็กอาจต้องไปช่วยงานคนแผนกอื่นด้วย แต่นั่นก็จะทำให้ได้เรียนรู้ทักษะอื่น ๆ
  • องค์กรขนาดใหญ่อาจจะมีสวัสดิการให้พนักงานมากกว่าบริษัทเล็ก เพราะมีความคล่องตัวทางการเงินมากกว่า
  • คนที่ทำงานในองค์กรขนาดเล็กจะมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารง่ายกว่า และเวลาทำงาน ขั้นตอนต่าง ๆ ก็น้อยกว่า ทำให้การทำงานหรืออนุมัติสิ่งต่าง ๆ อาจจะรวดเร็วกว่า
  • องค์กรขนาดเล็ก คนทำงานมักจะรู้จักกันทุกคนทำให้เวลาทำงานสามารถปรึกษากันได้ง่าย หรือหากมีปัญหาก็จะสามารถพูดคุยอธิบายได้ง่ายกว่า
  • ถ้าทำงานในองค์กรขนาดเล็ก คนในองค์กรตั้งแต่เพื่อนร่วมงานจนถึงผู้บริหารจะเห็นผลงานของคุณ ถ้าคุณทำงานได้ดีก็ดีไป แต่ถ้าคุณทำพลาด พวกเขาก็เห็นความผิดพลาดชัดเจนเช่นกัน
  • ในองค์กรขนาดใหญ่ จะมีแผนกและพนักงานจำนวนมาก ทำให้คนที่คิดอยากจะเปลี่ยนสายงาน มีโอกาสที่จะเปลี่ยนงานโดยที่ไม่ต้องลาออกจากบริษัทเดิมได้ หากมีความสามารถเพียงพอ และการเปลี่ยนแผนกไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท

 

ความชัดเจนของโครงสร้างองค์กร

องค์กรที่มีขนาดใหญ่จะมีโครงสร้างองค์กรที่แน่นอน และแต่ละตำแหน่งก็จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบของใครของมันอย่างชัดเจน สำหรับคนที่ชอบความมั่นคง และต้องการที่จะวางแผนเส้นทางอาชีพที่เห็นได้ชัด องค์กรขนาดใหญ่อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกับคุณ ในขณะที่องค์กรขนาดเล็กมักจะมีจำนวนพนักงานที่น้อย และไม่มีโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน ทำให้บางครั้งคุณอาจต้องไปช่วยงานคนอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากงานที่มีอยู่ในรายละเอียดตำแหน่งงานที่คุณได้เห็นตอนที่มาสมัครงาน แต่การที่คุณได้ทำงานในหลาย ๆ ด้าน จะช่วยให้คุณมีทักษะใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น และได้เรียนรู้ว่า คนที่ทำงานในแต่ละสายอาชีพ เขามีการทำงานกันอย่างไร

 

สวัสดิการของพนักงาน

องค์กรขนาดใหญ่มักจะมีสวัสดิการต่าง ๆ ที่ให้กับพนักงานดีกว่าองค์กรขนาดเล็ก เช่น ประกันสุขภาพที่เพิ่มเติมจากประกันสังคม หรือเรื่องค่าตอบแทนพิเศษต่าง ๆ ในขณะที่องค์กรขนาดเล็ก หรือบริษัทที่เพิ่งเริ่มทำการอาจไม่ได้มีความคล่องตัวทางด้านการเงินมากพอที่จะให้สวัสดิการอื่นๆ นอกเหนือไปจากที่กฎหมายกำหนดได้

 

ขั้นตอนและความรวดเร็วในการทำงาน

ทุกคนต่างต้องการที่จะสร้างผลงานใหม่ ๆ หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้กับบริษัททั้งสิ้น แต่การทำงานในองค์กรใหญ่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และอาจต้องใช้เวลามาก แม้ว่าองค์กรจะเปิดโอกาสและรับฟังไอเดียของคุณก็ตาม เพราะการเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้การที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

แต่การทำงานในบริษัทขนาดเล็กนั้นต่างออกไป คุณมีโอกาสที่จะได้พูดคุยกับผู้บริหารมากกว่าคนที่ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้คุณสามารถเสนอความคิดเห็นให้กับผู้บริหารได้โดยตรง และอาจได้รับคำตอบทันที โดยไม่ต้องรอให้ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มากมายเหมือนอย่างในองค์กรขนาดใหญ่

 

ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน

การทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีพนักงานจำนวนหลายร้อยหลายพันคน ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะรู้จักหรือได้พูดคุยกับทุกคนในองค์กร ซึ่งอาจส่งผลเสียได้ในบางกรณี เช่น งานที่คุณทำอาจมีปัญหาหรือส่งผลกระทบต่องานของคนอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมีบางคนนำสิ่งเหล่านั้นมาตัดสินการทำงานของคุณ โดยที่คุณไม่มีโอกาส หรือยากที่จะได้พูดคุยกับพวกเขาโดยตรง

ส่วนการทำงานในบริษัทขนาดเล็กนั้นทำให้คุณรู้จักทุกคนในบริษัท ดังนั้นหากมีปัญหาหรือความไม่เข้าใจต่าง ๆ เกิดขึ้น คุณก็จะสามารถหาโอกาสพูดคุยและอธิบายได้ง่ายกว่า ซึ่งหากคุณและเพื่อนร่วมงานไม่มีปัญหาระหว่างกัน ก็จะทำให้บรรยากาศในการทำงานเป็นไปด้วยดี และยิ่งบรรยากาศในการทำงานดีเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการทำงานของคุณก็จะยิ่งดีตามไปด้วย

 

ผลงานเป็นที่ประจักษ์

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ถ้าคุณเป็นแค่พนักงานระดับปฏิบัติการ ก็คงเป็นเรื่องยากที่คนอื่น ๆ ในบริษัทจะรับรู้ถึงผลงานที่คุณทำสำเร็จ แต่กับบริษัทขนาดเล็กนั้นทุกคนในบริษัทจะรับรู้ถึงความสำเร็จของคุณ ไม่ใช่เพียงเฉพาะเพื่อนร่วมงาน แต่ยังรวมไปถึงผู้บริหารด้วย และยิ่งหากคุณเริ่มงานแรกในบริษัทขนาดเล็ก ก็จะยิ่งทำให้คุณมีโอกาสได้สร้างผลงาน เพื่อเก็บไว้เป็นตัวการันตีความสามารถของคุณอีกด้วย อย่างไรก็ตามการรู้จักกับทุกคนในบริษัทนั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะการทำงานในบริษัทขนาดเล็กทำให้เพื่อนร่วมงานรวมถึงเจ้านายเห็นผลงานของคุณมากแค่ไหน ในเวลาที่คุณทำงานผิดพลาด พวกเขาก็จะเห็นมันได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน

 

โอกาสในการเปลี่ยนย้ายงานภายในองค์กร

หลายครั้งที่คนทำงานมีความคิดที่อยากจะเปลี่ยนสายงาน การทำงานในองค์กรขนาดใหญ่อาจช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนงานโดยที่ไม่ต้องลาออกจากบริษัทเดิมได้ เพราะในองค์กรขนาดใหญ่ มักจะมีแผนกและพนักงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากคุณต้องการเปลี่ยนสายงานจริง ๆ และมีความสามารถเพียงพอกับสายงานใหม่ที่คุณอยากจะทำ การพูดคุยกับหัวหน้าเพื่อขอย้ายไปทำงานที่แผนกอื่น ๆ ก็อาจไม่ใช่เรื่องยากมากนัก หากแผนกที่ต้องการย้ายไปนั้นกำลังต้องการคน และการย้ายของคุณไม่ส่งผลกระทบกับบริษัท

 

จากที่เรากล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ก็ล้วนมีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น เราอาจจะไม่สามารถบอกพิมพาได้ชัดเจนว่าองค์กรแบบไหนดีกว่ากัน ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอเองว่า เป้าหมายที่เธอวางไว้คืออะไร ทักษะความสามารถของเธอ และวัฒนธรรมขององค์กรแบบไหน ที่เหมาะสมกับเธอมากที่สุด